มหาเวทย์ผนึกมาร

Bysavecyber

ต.ค. 21, 2021 , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,
มหาเวทย์ผนึกมาร

มหาเวทย์ผนึกมาร

มหาเวทย์ผนึกมาร ถึงแม้ว่าอนิเมะจะฉายจบไปนานแล้ว แม้กระนั้นกระแสยังไม่จบลงง่ายๆกับ “Jujutsu Kaisen มหาเวทย์ผนึกมาร” ส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นด้วยเหตุว่าเวอร์ชั่นมังงะยังเขียนไม่จบ บวกกับอนิเมะภาคแรกพึ่งจะเข้าสตรีมบน Netflix ไปหยกๆเดี๋ยวนี้ก็เลยมีผู้ชมใหม่ๆแวะเวียนเข้ามาในโลกแห่งคุณไสยมากหน้าหลายตา คนไม่ใช่น้อยแอบมาบ่นว่าเริ่มมองไปได้ไม่กี่ตอนก็งงงันซะแล้ว ด้วยเหตุว่าเนื้อหาเยอะมาก ทำความเข้าใจไม่ทันจริงๆวันนี้โอตะคุซังจึงฉวยโอกาสมาชี้แจงให้ฟังกันครับผม ว่าเซตติ้งหลักๆของหัวข้อนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มหาเวทย์ผนึกมาร

1. ไสยศาสตร์กับคุณไสย แตกต่างกันอย่างไร?

ไสยเวทกับคุณไสยฟังดูล้ายๆกัน แต่ว่าห้ามงงระหว่างสองคำนี้เด็ดขาด เนื่องจากว่าในโลกของ Jujutsu Kaisen มันไม่ใช่อย่างเดียวกันครับ ไสยเวทเป็นพลังบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในร่างกาย ดังความสามารถพิเศษที่ติดตัวผู้ใช้คุณไสยมาตั้งแต่เกิด เมื่อขึ้นชื่อว่าพรสวรรค์ แน่ๆว่าพลังของแต่ละคนนั้นมีคุณสมบัติแตกต่าง บางคนมีพลังควบคุมดินฟ้าอากาศได้ บางบุคคลสร้างไฟหรือน้ำได้ หรือบางคนบางทีอาจเรียกภูติรับใช้ออกมาได้ ส่วนมากไสยศาสตร์ที่เป็นพรสวรรค์มักถูกส่งต่อมาทางเชื้อสายจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดเครือญาติที่ไสยศาสตร์อดทนจนมีอำนาจมากมายในกลุ่มผู้ใช้คุณไสยร่วมกันเอง ซึ่งเราเรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า “3 เครือญาติใหญ่” และก็ “เบื้องบน”

ส่วนคุณไสย เป็นการนำเอาพลังไสยศาสตร์ที่มีในตัวมาดัดแปลงผ่านต้นแบบต่างๆตัวอย่างเช่น ใช้กับอาวุธเครื่องใช้ไม้สอย ใช้รวมกับศิลป์การต่อสู้ด้วยร่างกาย ใช้เสกหรือสร้างบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา เป็นต้น ถ้าเกิดจะอธิบายให้เห็นภาพ คงจะจะต้องยกตัวอย่างที่โกะโจ ซาโตรุ เคยใช้สอนอิตาโดริ ยูจิ ดารานำชายของเรามาให้ฟังกัน ซึ่งก็คือ ไสยศาสตร์ภายในร่างกายเปรียบไฟฟ้า ส่วนคุณไสยพอๆกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าหากว่าจะใช้ไสยศาสตร์ต่อสู้เพียวๆอย่างเดียวก็ย่อมได้ แต่การนำมันไปปรับใช้เป็นท่า มนต์ หรืออาวุธในต้นแบบที่สลับซับซ้อนขึ้น ย่อมทำให้ได้ผลลัพธ์ของพลังที่มากกว่าเดิม รวมถึงช่วยทำให้ต่อสู้กับวิญญาณได้นานาประการขึ้น

โดยทั่วไป คนที่สามารถใช้คุณไสยเพื่อขจัดปัดเป่าวิญญาณคำสาปแช่งในโลกมนุษย์ได้ จะถูกเรียกว่า “ผู้ใช้คุณไสย” กลับกัน ผู้ที่ใช้คุณไสยในทางที่ไม่ดี จะถูกเรียกว่า “ผู้ใช้คำสาป” แต่ทว่าทั้งยังผู้ใช้คุณไสยรวมทั้งผู้ใช้คำสาปแช่งนั้นไม่มีความจำเป็นต้องมีพลังไสยศาสตร์ รวมทั้งแลเห็นวิญญาณได้เสมอไป บางคนเป็นผู้ใช้คุณไสยโดยที่ไม่ต้องอาศัยใช้พลังจากไสยศาสตร์ในร่างกายเลย แค่เพียงต่อสู้เก่ง มีกำลัง แล้วก็ความสามารถทางร่างกายเหนือมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า ไสยเวท คุณไสย และก็ผู้ใช้คุณไสย ทั้งผองมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวข้องกัน แต่ว่าคนหนึ่งคนไม่จำเป็นที่ต้องมีครบทั้ง 3 สาเหตุก็ได้ อาทิเช่น เป็นผู้ใช้คุณไสย แต่ว่าไม่มีไสยศาสตร์แล้วก็คุณไสยก็ได้ หรือ มีไสยศาสตร์ แม้กระนั้นไม่อาจจะใช้คุณไสยได้ และไม่ได้เป็นผู้ใช้คุณไสย แบบงี้ก็ได้เช่นกัน

2. สถานที่เรียนไสยเวทแล้วก็ระบบลำดับชั้นผู้ใช้คุณไสย

ในตอนแรกของ Jujutsu Kaisen เราจะมีความเห็นว่าทั้งฟุกุชิโระ เมงุมิ และโกะโจ ซาโตรุ แนะนำตัวเองว่ามาจากโรงเรียนมัธยมปลายไสยศาสตร์เมืองโตเกียว ซึ่งก็คล้ายกับโรงเรียนมัธยมธรรมดาทั่วไป มีระบบระเบียบชั้นปี 1 2 และปี 3 เป็นปีในที่สุด นักเรียนจะเลื่อนชั้นตามปีที่เข้าชั้นเรียน แต่สิ่งที่สอนในห้องเรียนจะเกี่ยวของกับการใช้คุณไสยแล้วก็การฝึกต่อสู้เป็นส่วนมาก รวมทั้งมีการส่งเด็กนักเรียนออกไปปฏิบัติหน้าที่ขจัดปัดเป่าทำลายวิญญาณ หรือคำสาปดังที่ต่างๆแม้กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะสักแต่ว่าส่งๆไปครับผม เพราะว่าวิญญาณคำแช่งแต่ละภารกิจก็มีความแข็งแกร่งที่ต่างกัน ทางหน่วยงานผู้ใช้คุณไสยจึงจำเป็นต้องจัดอันดับเสียก่อน ว่าวิญญาณนั้นมีพลังอยู่ในระดับไหน หลังจากนั้นก็ค่อยส่งผู้เรียนที่อยู่ใน ‘ระดับ’ เดียวกันไปจัดแจง

สิ่งที่อาจจะเป็นผลให้คนจำนวนไม่น้อยดูแล้วงง ก็คือระบบลำดับขั้นนี่แหละ เนื่องจากว่าโดยมากชอบเอาไปงงมากกับระบบชั้นปีในสถานศึกษา โดยเหตุนั้นจำต้องจำไว้ให้ดีว่า ‘ชั้นปี’ ไม่เท่ากับ ‘ระดับพลังผู้ใช้คุณไสย (Rank)’ นะครับ ระดับพลังผู้ใช้คุณไสยนั้นจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ โดย 4 เป็นพลังต่ำที่สุด ไปจนกระทั่ง 1 คือหนักแน่นที่สุด ส่วนเหนือจากระดับ 1 ขึ้นไปจะเป็นระดับพิเศษ มีไว้สำหรับเหล่าเทพทรูที่พลังทะลุหลอดวัดไปแล้ว อย่างเช่น คุณครูโกะโจ และก็เกะโท ฯลฯ ความไม่เหมือนระหว่างชั้นปีกับระดับพลังจะมองเห็นได้จากสองเพื่อนสนิทอย่างฟุกุชิโระ เมงุมิ และก็ระอุงิซากิ โนบาระ ที่แม้จะอยู่ปี 1 เหมือนกัน แม้กระนั้นเมงุมิถูกจัดอยู่ในระดับ 2 ในเวลาที่โนบาระอยู่ในระดับ 3 ซึ่งต่ำลงมากยิ่งกว่า

อีกอย่างที่ทำให้ชั้นปีและก็ระดับพลังไม่เหมือนกัน ก็คือ การเลื่อนฐานะ การเลื่อนชั้นปีไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอะไรมากมาย เพียงแค่ใช้เวลาเรียนให้ครบ รวมทั้งสอบให้ผ่านเช่นเดียวกับสถานศึกษาทั่วๆไปก็เลื่อนชั้นได้แล้ว แต่การเลื่อนระดับผู้ใช้คุณไสยนั้นจำต้องให้ผู้ใช้คนไสยบุคคลอื่นเป็นคนเสนอชื่อ ต่อจากนั้นเบื้องบนของหน่วยงานก็เลยจะใคร่ครวญรวมทั้งอนุมัติว่าจะได้เลื่อนขั้นหรือเปล่า ตอนดูอนิเมะพวกเราจึงมักจะมองเห็นผู้แสดงแนะนำตัวว่าเป็น “ว่าที่ระดับ 1” เป็นประจำนั่นก็หมายความว่าเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างคอยพินิจพิเคราะห์เลื่อนฐานะนั่นเอง

3. เบื้องบนรวมทั้งสามเชื้อสายใหญ่

อย่างที่โอตะระอุซังได้เล่าไปในตอนแรกว่าท่ามกลางหมู่ผู้ใช้คุณไสย จะมีบางตระกูลที่สืบทอดพลังไสยเวทที่แข็งแกร่งมากมายมาจากรุ่นสู่รุ่น นำมาซึ่งเป็นกรุ๊ปอำนาจ “สามเครือญาติใหญ่” ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น คาโมะ, เซ็นอิน และโกะโจ สมาชิกระดับค่อนข้างสูงของหน่วยงานผู้ใช้คุณไสยที่ถูกเรียกว่า “เบื้องบน” เล็กน้อยก็มาจากสามเครือญาตินี้ ถ้าเกิดจะให้เทียบก็คล้ายกับเชื้อสายนักการเมือง หรือเชื้อสายคนชั้นสูงผู้กุมอำนาจ อะไรทำนองนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นจึงอาจจะบอกได้ว่า สามตระกูลใหญ่ก็เป็นราวกับขุมพลังของสมาชิกเบื้องบน และก็มีผลกระทบในหน่วยงานค่อนข้างจะมาก

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเนื้อเรื่อง? เกี่ยวตรงที่หน่วยงานนี้มีอำนาจสั่งแทบราวกับเป็นรัฐบาลของโลก Jujutsu Kaisen เลยครับ (เทียบกับ One Piece ก็เสมือนรัฐบาลโลก แต่สเกลย่อลงมาเหลือแค่ดูแลญี่ปุ่น) ในฉากแรกที่ยูจิถูกวินิจฉัยประหารชีวิต ก็เป็นคำบัญชาจากเหล่าเบื้องบนของหน่วยงานอย่างเดียวกัน พอใช้ได้ทราบแบบงี้แล้ว จากอนิเมะแฟนตาซีต่อสู้ล้างคำสาปแช่งก็จะเปลี่ยนเป็นอนิเมะการบ้านการเมืองไปในพริบตา (ฮา) แม้กระนั้นการมีอยู่ของเบื้องบนรวมทั้งสามตระกูลใหญ่นี้ ก็ทำให้คนดู/คนอ่านคิดว่าได้ร่วมเอาใจช่วยดารานำชายและโกะโจสำหรับเพื่อการลุกขึ้นยืนต้านทานอำนาจของคนกลุ่มหนึ่งด้วย ‘หน่วยงาน’ จึงนับได้ว่าเป็นอีกต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เรื่องราวของการ์ตูนเข้มข้นน่าติดตามเยอะขึ้น

3 ข้อที่โอตะระอุซังนำมาอธิบายในเนื้อหานี้เป็นเพียงแค่ข้อมูลรากฐานเพียงแค่นั้นนะครับ เนื้อหาย่อยอื่นๆของ Jujutsu Kaisen ยังมีอีกมากมาย แนะนำให้ไปติดตามต่อในเรื่องเอาเอง ส่วนตัวแอบมีความคิดว่าอนิเมะมีฉากอธิบายระบบและก็กฎการใช้พลังของตัวละครต่างๆได้ดียิ่งไปกว่า แม้กระนั้นถ้าหากใครต้องการเสพจากอันเก่าแท้ๆก็ไปพบมังงะมาอ่านกันได้ครับผม จะได้ตามทันเรื่องราวแบบอัพเดทสัปดาห์ต่อสัปดาห์ด้วย ยืนยันว่ารอดพ้นสปอยล์แน่นอน!

5 เหตุผล เพราะเหตุไรคนถึงชอบดูอนิเมะ Jujutsu Kaisen (มหาเวทย์ ผนึกมาร)

1. อะนิเมชันลื่นไหล ต่อสู้กันได้มันมากมาย!อนิเมชันลื่นไหล ฉากต่อสู้มันมากมายข้อแรกนี้จะต้องยกความดีความชอบให้กับคุณ Park Seong-Hu ผู้กำกับรวมทั้งดูแลการผลิตผลงานอนิเมะเรื่องนี้เลยขอรับ เนื่องจากคุณพี่เขาทุ่มหมดตัวมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากไหนในเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ออกมาก็มองลื่นไหลสบายตาไปหมด ไม่มีจังหวะสะดุดเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉากที่ผู้แสดงกำลังต่อสู้กัน ทั้งยังมุมกล้อง ทั้งยังท่าทีผู้แสดงเวลาใช้พลัง หรือใช้ท่าต่างๆสำหรับการสู้กัน มันดูแล้วรู้สึกเท่สุดๆแถมยังมันมากๆอย่างพวกการขยับร่างกาย การเล่นกับฉากที่อยู่รอบข้าง แสงเงาที่เบาๆทอดผ่านตัวละคร ทำออกมาดีไม่มีผิดหวังเลย เพราะผู้กำกับท่านนี้ เขาเด่นด้านงานอะนิเมชัน

2. งานภาพดูดี งามงานภาพดูดี งดงาม หลายๆคนบางครั้งก็อาจจะคิดว่า งานภาพกับงานอะนิเมชันนั้นเช่นกัน แต่ว่าข้อเท็จจริงแล้วมันมีความไม่เหมือนกันอยู่ เนื่องจากอะนิเมชันเป็นการเคลื่อนไหว แต่งาฟ้าพคืองานที่เกี่ยวกับการวาดฉากต่างๆในเรื่อง ดังเช่นว่า ตึก ที่อยู่อาศัย ฯลฯ รวมทั้งการใส่สีหรือการวาดตัวละครต่างๆเป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้อะนิเมชันเลยล่ะ ซึ่งในอนิเมะเรื่อง Jujutsu Kaisen ทีมงานที่รับผิดชอบส่วนนี้ก็ทำออกมาดีเช่นกัน ถ้าไม่ได้มองแบบแกล้งกันจริงๆนี่จัดว่าจับผิดจุดด้วยได้ยากมาก แถมภาพที่วาดออกมายังมีความคล้ายคลึงกับวัตถุจริงๆอีกต่างหาก อีกอย่างเป็นพวกการลงสีลงบนพลัง หรือการวาดผู้แสดง ก็ทำออกมาได้น่าภาคภูมิใจแทนแฟนคลับประเด็นนี้จริงๆครับ

3. การดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อน ดูง่าย สไตล์ Shounen แต่มีการแฝงความลับนิดๆการเดินเรื่องไม่สลับซับซ้อน ดูง่าย สไตล์ Shounen แต่มีการแฝงความลับนิดๆหากคุณเป็นคนที่ชอบการดูอนิเมะที่เรียบเส้นตรง เข้าใจง่าย มิได้มีเรื่องราวซับซ้อน ซ่อนเงื่อน กระทั่งน่าปวดศีรษะ อนิเมะเรื่องนี้จะเหมาะกับคุณสุดๆยิ่งถ้าชื่นชอบฉากต่อสู้ ฉากปลดปล่อยพลัง ใช้พลังสู้กัน อนิเมะหัวข้อนี้ยิ่งตอบปัญหาคุณเข้าไปใหญ่ เนื่องจากการดำเนินเรื่องในแต่ละตอน มิได้มีอะไรให้น่าไตร่ตรองตามมากขนาดนั้น คุณสามารถที่จะปล่อยให้อนิเมะมันเล่าราวต่างๆให้ฟังได้เลย แต่ว่าในขณะเดียวกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดที่จะทายใจทางออกได้เลยในทันทีทันใด เพราะเหตุว่าระหว่างดำเนินเรื่อง ตัวอนิเมะจะมีปมปัญหาเล็กๆน้อยๆวางให้คุณลองเก็บไปคิดอยู่เป็นประจำ

4. นักแสดงนานัปการ แล้วก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นของตัวเองนักแสดงนานัปการหนึ่งในสิ่งที่คนจำนวนมากชอบพอกัน ซึ่งก็คือเรื่องของ เอกลักษณ์ของผู้แสดงในประเด็นนี้ แม้หากมองแบบผิวเผินมันจะเยอะแยะจนขี้เกียจจำ แต่ถ้าเกิดคุณมองไปเรื่อยๆเชื่อเถอะว่าคุณจะจำพวกเขาได้โดยไม่ทันรู้สึกตัว อย่างเช่น Gojou Satoru อาจารย์ผู้รอควบคุมกลุ่มผู้แสดงนำของพวกเราในระยะแรก มีนิสัยเป็นชายหนุ่มอารมณ์ขัน แต่ก็แอบมีมาดตั้งใจจริงและก็เป็นห่วงเด็กๆToudou Aoi รุ่นพี่ ปี 3 ที่มองข้างนอกราวกับอันธพาล แต่ว่าข้างในจริงๆเป็นคนวิปลาสๆบอๆแถมยังชื่นชอบเหล่าไอดอลสาวแสนน่ารักน่าเอ็นดูอีกต่างหาก

5. กระแสที่พัดพามาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น แล้วก็อนิเมะแนว Shounen เรื่องก่อนที่จะได้เปิดช่องเอาไว้กระแสพัดพามาจากหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นฉบับตามเคย และก็ดาบพิฆาตยักษ์ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่า ตอนนี้อนิเมะแนว Shounen กำลังมาแรงแซงทางโค้ง ด้วยเหตุว่าเหตุเพราะเมื่อปี ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ได้มีอนิเมะเรื่อง Kimetsu no Yaiba (กระบี่พิฆาตอสุรี) ทำกระแสตลาดอนิเมะทั้งในไทย แล้วก็ในต่างประเทศต่างก็ตื่นเต้นแล้วก็ฮือฮากันยกใหญ่ ได้ผลให้ผู้คนเริ่มหันกลับมาสนใจอนิเมะแนว Shounen ดำเนินเรื่องเส้นตรงกันมากขึ้น แล้วตอนไล่เลี่ยกันมา หนังสือการ์ตูนเรื่อง Jujutsu Kaisen ที่มีแนวคล้ายกัน ก็ได้เกิดขึ้น มันเลยก่อกำเนิดความสม่ำเสมอจากเรื่องก่อน ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาพอใจหัวข้อนี้บ้าง หลังจากเรื่องที่แล้วจบไป

 

 

HomePage